Eng (Translate) Eng  
   ขนมไทย »13«  
กระดานข่าว สมุดเยี่ยม ดาวน์โหลด แผนที่เว็บ
   เรียนทำขนม/ทำเบเกอรี่ »23«   
   ตลาดนัดส้มซ่า »6«   
   ขนมปัง »16«  
   ขนมเค้ก/คัพเค้ก/มัฟฟิน »25«
   ขนมอร่อยไม่ต้องอบ »10«  
   ขนมหวานอื่น ๆ »28«  
   คุกกี้/บราวนี่ »24«  
   ชีสเค้ก/ชีสพาย »5«  
   ทาร์ต/พาย/โดนัท »4«  
   แต่งหน้าเค้ก »5«  
   อุปกรณ์ทำขนม »9«  
   อาหารไทย/กับข้าว »62«   
   อาหารญี่ปุ่น »10«  
   อาหารเพื่อสุขภาพ »3«  
   อาหารว่าง/ของทานเล่น »16«  
บทความเกร็ดความรู้
   เกร็ดความรู้ก้นครัว »13«  
   เกร็ดความรู้สุขภาพ »28«  
  

ประวัติขนมและอาหาร

»7«
 
   รวมบทความน่าสนใจ »53«  
   เคล็ดลับผู้หญิงกับเงิน »11«  
 

แจ้งรายการส่งของลูกค้า(กระทู้)

ตรวจสถานะ ได้หลังจากฝากส่ง 24 ชม.
โดยกรอกเลข 13 หลัก..ลงท้ายด้วย TH

* ไปรษณีย์ไทย (เช็คพัสดุ/EMS)

 
 
แนะนำเว็บนี้ให้เพื่อนรู้
Add to Favorites (IE) !!
กรอก Email เพื่อรับหลักสูตรตารางเรียนใหม่ รวมถึงสูตรขนมและอาหาร ฟรี !! (ช่องด้านล่าง)

Zomzaa.com on twitter Zomzaa.com on delicious

 
 
สำหรับสมาชิก

จำการเข้าใช้งาน


คนคุ้นเคย : 0
 
คนหลงทาง : 7
 
สถิติการเยี่ยมชม
  
มาดูวันนี้ :300
มาดูเมื่อวานนี้ :4,376
มาดูต่อวันสูงสุด :7,715
มาดูเดือนนี้ :13,629
มาดูทั้งหมด :2,500,057
free counters Count FLAG Counter since 20.08.2010
 
  Thai Culinary Online
.. เพื่อนบ้านออนไลน์ ..
 
 
ขณะนี้คุณกำลังอยู่ที่ :  ส้มซ่าดอทคอม » ประวัติขนมและอาหาร » ที่มาและบรรพบุรุษของพุดดิ้ง


ที่มาและบรรพบุรุษของพุดดิ้ง

ต้นกำเนิดพุดดิ้ง


ต้องขอย้อนไปเมื่อสมัย ศตวรรษที่ 15-16 ซึ่งเป็นสมัยที่คนเชื่อว่าโลกกลม ทำให้มีการออกสำรวจดินแดนใหม่สำหรับนักเดินทางยุคต้น ๆ ของศตวรรษ ในสมัยนั้นประเทศสเปนและอังกฤษซึ่งเป็นประเทศผู้นำในการเดินทางสำรวจและยึดครองดินแดนใหม่กันอย่างคับคั่ง ในช่วงนั้นประเทศอังกฤษสามารถเอาชนะและยึดครองดินแดนและชายฝั่งทะเลได้ถึง 7 แห่ง แต่ความราบรื่นนั้นย่อมแฝงไปด้วยความขมขื่นเสมอ
เรือรบของอังกฤษที่เข้าร่วมสงครามครอบครองดินแดนนั้นประสบปัญหาเกี่ยวกับปากท้องของลูกเรือขึ้น เพราะการออกเดินทางแต่ละครั้งจะต้องใช้เวลาอยู่กับท้องทะเลนานหลายเดือน อาหารที่มีอยู่ก็ร่อยหรอ มิหนำซ้ำ บางครั้งอาหารที่ทำจะเหลือทิ้งไปเปล่าประโยชน์เพราะใช้ทานในวันต่อไปไม่ได้ก็ตาม จำเป็นต้องทิ้ง เหตุนั้นเอง พ่อครัวหัวใสจึงคิดเมนูที่สามารถทำแล้วถนอมอาหารไว้ทานได้เป็นเวลานาน โดยเค้าใช้ส่วนผสมง่าย ๆ คือ เศษขนมปัง แป้งสาลี และไข่ไก่ ผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าสะอาด นำไปอบ เป็นอันเสร็จ ตรงกับ concept (ง่าย ๆ กินได้หลายวัน) และนั่นเองเป็นเหตุที่มาของตำนาน “พุดดิ้ง” จากข้อมูลนั้นไม่ได้บอกอย่างละเอียดว่าทำไมพุดดิ้งถึงสามารถแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไปได้ เพราะเจ้าของสูตรต้นตำรับเป็นพ่อครัวบนเรือ แต่จากการสันนิษฐานแล้ว คงจะเป็นเพราะรสชาติที่ถูกปาก และทานได้ง่าย ทำให้ลูกเรือติดอกติดใจ และจำสูตรนั้นไปบอกต่อให้กับคุณแม่บ้าน ปากต่อปาก อีกทั้งรสชาติยังเป็นที่นิยม ทำให้พุดดิ้ง แพร่หลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จากเกียรติศัพท์ของความอร่อยและวิธีทำที่ไม่ซับซ้อนนี้เอง พุดดิ้งจึงขยายความนิยมไปทางแถบเอเชียของเราและที่ประเทศญี่ปุ่น พุดดิ้ง ได้รับความสนใจในช่วงยุคสมัยเมจิ (พ.ศ.2411-2455) ถ้าหากเทียบกับสมัยของประเทศไทยแล้วก็คือ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นั่นเอง

::ทำไมถึงมีชื่อเรียกว่า พุดดิ้ง(Pudding)
ตามรากศัพท์ของภาษาอังกฤษในยุคโบราณ จะเรียกว่า puduc ซึ่งแปลว่า ของที่มีรูปร่าง ลักษณะบวมเป่ง เต่งตึง ซึ่งตรงกับรูปลักษณ์ของเจ้าพุดดิ้ง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียก ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษในยุคกลาง คือ podding คำนี้มาจากลักษณะของพุดดิ้ง ที่ไปตรงกับลักษณะของไส้กรอกชนิดหนึ่ง จึงเรียกเป็นคำเดียวกัน และคำปัจจุบันที่ใช้เรียกคือ pudding คำนี้จะใช้เรียกประเภทอาหารที่ทำโดยการอบทุกชนิด ถัดจากนั้นมาจึงมีการคิดเมนูใหม่ ๆ ของอาหารที่ทำด้วยการอบหลายชนิด แต่ยังคงใช้คำว่า pudding ต่อท้ายในเมนูหลาย ๆ ชนิด ตัวอย่างเช่น rice-pudding , bread and butter-pudding, black-pudding , chocolate-pudding ฯลฯ และพุดดิ้งก็ยังใช้เป็นเมนูหลักไปจนถึง ของหวาน อีกด้วย

ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น ตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที ผู้คนเค้าก็เรียกว่า pudding กันล่ะคับ แต่ว่าด้วยความผิดแผกของสำเนียง และการส่งต่อทางภาษาเอง ทำให้คำว่า pudding นั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็น podding บ้าง และอีกหลาย ๆ คำ แต่ท้ายที่สุดผู้คนเค้าก็ใช้คำว่า “พูริง (puring)” ซึ่งเป็นคำที่เรียกง่าย และตรงความหมายกับหน้าตาของพุดดิ้งที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ซึ่งเป็นพุดดิ้งชนิดหนึ่งที่เรียกว่า custard-pudding

ส่วนประกอบของพุดดิ้ง (ในเวปมีสูตรและวิธีการทำสาธิตไว้แล้วนะจ๊ะ^^")
ถ้าหากเราจะทำพุดดิ้งให้ตามสูตรของประเทศต้นตำรับคือประเทศอังกฤษแล้วล่ะก็ จะต้องเตรียมส่วนผสมดังนี้คือ แป้งสาลี ข้าว น้ำมันหมู เนื้อ ไข่ไก่ นม เนย ผลไม้ และของที่เราชอบ ใส่ลงไปผสมกัน จากนั้นเติมน้ำตาล เกลือ ตามด้วยเครื่องปรุงรส และแต่งกลิ่นตามชอบใจ เสร็จแล้วนำไปนึ่ง และอบให้พอดีเป็นอันเสร็จพร้อมเสริฟ
สำหรับรูปร่างหน้าตาและรสชาติที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ไม่สามารถรับประกันได้(ไม่เคยลองทำเหมือนกัน) แต่สูตรที่ได้มารับรองว่าเป็นต้นตำรับจากเมืองผู้ดีแน่นอนครับ ถ้าหากใครมีความสนใจ และมีเวลาว่าง สามารถนำสูตรนี้ไปลองทำทานได้ ยิ่งถ้าหากเป็นคุณแม่บ้านด้วยแล้ว เมนูพุดดิ้งของเราอาจจะทำให้คุณพ่อบ้านถูกอกถูกใจ จนทำให้ไม่ออกไปทานอาหารนอกบ้านเลยก็เป็นได้

ขอขอบคุณ สาระแน.คอม
ภาพประกอบโดย google



| 29-05-2008 21:52:36

ความคิดเห็น

หนามเตย
น่าลองเอาไปทำบ้าง

ดูแล้วน่าจะง่าย

มีใครอยากลองกินบ้างไหมค่ะ

ฝีมือ
02-08-2008, 10:13:35 | ขาจรค่ะ | 125.24.126.40
นานา
น่ากินน่ะแต่ว่าเรากินไม่ได้อ่ะดิสูตรดั้งเดิมน่ะเพราะว่ามันหมูอิอิ
25-06-2008, 00:26:17 | ขาจรค่ะ | 58.136.127.67


 โพสต์ ความคิดเห็น
ชื่อเรื่อง
ความคิดเห็น

รหัสความปลอดภัย
รหัสความปลอดภัย (*)
Securecode

 

 
 
Copyright © 2007-2010 ZOMZAA.COM พัฒนาสู่เว็บไทยอันดับหนึ่ง เรื่องขนมและอาหาร, 0.042 sec.
ขนม | อาหาร | ขนมไทย | สอนทำขนม | สูตรอาหาร | อุปกรณ์เบเกอรี่ | เค้ก | อาหารไทย | เบเกอรี่

Valid XHTML 1.0 Transitional

Valid CSS!